วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เทคโนโลยีสุดไฮเทค

เทคโนโลยีสุดไฮเทค ด้วยระบบ Privacy กล้องวงจรปิด


 ในบางครั้งนั้นกล้องวงจรปิด สามารถเข้าถึงในส่วนที่เป็นพื้นที่ส่วนตัวมากเกินไป อย่างเช่นในส่วนของบริเวณตู้เซฟ หรือสถานที่ ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ซึ่งบางครั้งเราก็ต้องการความปลอดภัยในส่วนพื้นที่นั้น ๆ ด้วย แต่ก็มีข้อความเสียงจากการบันทึก อย่างเช่น การบันทึกภายในห้องนิรภัย แต่เราไม่ต้องการให้กล้องบันทึกรหัสในการเข้าประตู หรือการบันทึกภาพในห้องส่วนตัว เนื่องจากว่ามีทรัพย์สินอยุ่ แต่ไม่ต้องการให้บันทึกในส่วนที่ใช้ในการแต่งตัวเป็นต้น


ดังนั้นจึงเกิดการพัฒนาเทคโนโลยี Privacy Masking เพื่อเอาไว้ปิดบังcctvบางส่วนของภาพที่ต้องการเก็บไว้เป็นความลับ ไม่ให้มีการบันทึกภาพเก็บไว้ เช่น บริเวณลูกบิดรหัสตู้เซฟประตูห้อง หรืออื่นๆ ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว อย่างเช่นคุณไม่ต้องการให้บันทึกภาพบริเวณหน้าต่าง ด้วยเหตุผลความเป็นส่วนบุคคล ก็จะสามารถปิดบังโดยสามารถขยับมุมกล้องได้อย่างอิสระ ซึ่งในกล้องวงจรปิดรุ่นที่ล้าสมัยนั้นไม่สามารถปิดบังส่วนที่ไม่ต้องการบันทึก ไม่สามารถบังคับมุมอิสระได้ แต่ด้วยกล้องที่มีราคาสูงขึ้นมานิด มีเทคโนโลยี ไม่ให้มีการบันทึกภาพเก็บไว้ เช่น บริเวณลูกบิดรหัสตู้เซฟประตูห้อง หรืออื่นๆ ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวPrivacy Masking จะสามารถบังคับมุมได้อย่างเสรี ไม่ต้องการให้เห็นส่วนไหนก็สามารถปิดบังเฉพาะส่วนได้เลย


อย่างเช่นกล้องวงจรปิดยี่ห้อiNNEKTรุ่น ZTI602V เป็นกล้อง Outdoor มีฟังค์ชั่นหลากหลาย รวมถึงเทคโนโลยี Privacy Masking สามารถส่องได้ระยะไกลถึง 60 เมตร ทำให้มีประสิทธิภาพสูงในการใช้งานในเวลากลางคืน แม้จะมืดแค่ไหนก็สามารถมองเห็นได้  อีกทั้งยังมีรูปทรงที่แข็งแรงเหมาะแก่การใช้งานภายนอกในบางกรณี เราก็ต้องการที่จะปิดบังภาพบางส่วนในมุมกล้องต่างๆ เช่น ชื่ออาคาร สถานที่ หรือแม้แต่ในจุดบริเวณที่เราไม่ต้องการจะให้ผู้อื่นเห็นภาพได้ ก็สามารถจัดวางมุมให้บังในพื้นที่ส่วนตัวได้

วันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ลูกชายเสี่ยอลูมิเนียม ดับคาเก๋งหรู เข็มฉีดยาปักคาแขน

news07-1

ความคืบหน้ากรณีพบผู้เสียชีวิตอยู่ภายในรถยนต์บีเอ็มดับเบิ้ลยู ที่จอดเอาไว้บริเวณถนนดวงพิทักษ์ ย่านคลองเตย พบเข็มฉีดยาปักคาอยู่ที่แขน เสียชีวิตอย่างเป็นปริศนา เมื่อช่วงเช้าวานนี้ (18 ก.ค.) เบื้องต้นน่าจะเกิดจากอาการเสพยาเกินขนาด

สำหรับเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมากล้องวงจรปิด เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลุมพินี ได้รับแจ้งเหตุพบคนเสียชีวิตอยู่ภายในรถยนต์เอ็มดับเบิ้ลยู รุ่น325 ไอ สี บรอนส์เทา หมายเลขทะเบียน 1 กฆ 7838 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจอดติดเครื่องเอาไว้ริมถนนดวงพิทักษ์ จากการตรวจสอบพบว่าประตูถูกล็อคจากด้านในทั้ง 4 ด้าน เจ้าหน้าที่จึงได้งัดเพื่อเปิดประตู

เมื่อตรวจสอบภายในรถคันดังกล่าว พบศพผู้ชายแต่งกายดี นอนคว่ำหน้าอยู่ที่นั่งฝั่งคนขับ พบเข็มฉีดยาปักคาเอาไว้ที่แขนซ้าย อีกทั้งยังมีร่องรอยของเข็มฉีดยาอีกหลายตามแขนและขาหนีบ นอกจากนี้ยังพบเข็มฉีดยาใช้แล้วอยู่ภายในรถด้วย ส่วนผู้เสียชีวิตทราบชื่อในภายหลังคือ นายพลภัทร มหรัตนวิโรจน์ อายุ 32 ปี

ต่อมา นายสรศักดิ์ มหรัตนวิโรจน์ อายุ 36 ปี พี่ชายของผู้เสียชีวิตได้เดินทางมาติดต่อกับเจ้าหน้าที่ โดยให้การว่า ผู้เสียชีวิตเป็นน้องชาย ช่วยธุรกิจผลิตและส่งออกอลูมิเนียมทุกชนิดของครอบครัว แต่ภายหลังพบว่าติดยาเสพติด ทางครอบครัวจึงพาไปเข้ารับการบำบัดยาเสพติด เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา นายพลภัทร มีนัดกับแพทย์ที่สถานบำบัด หลังจากนั้นก็ไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า ผู้เสียชีวิตน่าจะสียชีวิตจากอาการหัวใจวายเฉียบพลัน เนื่องจากเสพยาเสพติดเกินขนาด ส่วนเป็นยาเสพติดหรือสารประเภทใดกำลังรอผลจากทางนิติเวช ร.พ.จุฬาลงกรณ์ คาดว่าน่าเสียชีวิตมา 2 วัน เนื่องจากมีพยานพบเห็นรถคันดังกล่าวจอดติดเครื่องทิ้งไว้ตลอด 2 วัน ก่อนจะพบศพผู้เสียชีวิต ขณะที่ทางญาติผู้เสียชีวิตไม่ได้ติดใจเหตุการเสียชีวิต จึงมารับศพเพื่อดำเนินการพิธีกรรมทางศาสนาต่อไป

นำเสนอข่าวโดยทีมงาน Sanook.com

Source: ลูกชายเสี่ยอลูมิเนียม ดับคาเก๋งหรู เข็มฉีดยาปักคาแขน

วิวัฒนาการของยามรักษาการณ์-กล้องวงจรปิด

ความปลอดภัยในชิวิตและทรัพย์สินเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในยุคปัจจุบัน เพราะ ความหลากหลายของคนในสังคม และสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ทำให้มิจฉาชีพมีมากขึ้น ซึ่ง การที่มียามรักษาการณ์ตามจุดต่าง ๆ เช่น อาคาร บ้านพักอาศัย ต่าง ๆนั้น ก็เป็นเรื่องที่จำเป็นแต่ค่าใช้จ่ายก็ตามเป็นเงาตามตัวทุก ๆเดือน และ ยังคงเสี่ยงต่อการที่มิจฉาชีพจะแฝงตัวมาให้อาชีพนี้ได้เช่นกัน ดังนั้นในปัจจุบันจึงนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการรักษาความปลอดภัย และ เทคโนโลยีนั้นคือ กล้องวงจรปิด ที่มีพัฒนาการและวิวัฒนาการกันมาเรื่อย ๆ จากสมัยก่อนที่มีราคาสูง ในการวางระบบต่าง ๆและ การเลือกกล้องวงจรปิดซึ่งยังมีไม่มาก แต่ยุคเทคโนโลยีอย่างปัจจุบัน กล้องวงจรปิดมีให้เลือกมากขึ้น มีการพัฒนาออกมาสนองความต้องการหลายรูปแบบ การวางระบบง่ายขึ้น พัฒนาจนสามารถดูผ่านอุปกรณ์อื่น ๆ ได้ตลอดเวลา และ ที่สำคัญ ราคาไม่แพง cctv จึงทำให้กล้องวงจรปิดได้รับความนิยมมากขึ้น และ สามารถเลือกได้มากขึ้นตามความต้องการ มีการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาช่วยเพื่อให้ได้ระบบของกล้องวงจรปิดที่สมบูรณ์ เพื่อช่วยรักษาความปลอดภัยให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งในบางแห่งนั้น ยามรักษาการณ์มีหน้าที่คอยดูความเคลื่อนไหวต่างๆ จากกล้องวงจรปิดอีกที หรือ ตรวจตราในบางจุด ที่ไม่สามารถติดตั้งกล้องได้ เช่น อาคารสำนักงาน หรือ ห้างสรรพสินค้า ที่ไม่สามารถติดกล้องวงจรปิดในห้องน้ำ ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า หรือ ใช้ยามรักษาการณ์คอยตรวจตราในบางช่วงเพื่อเสริมประสิทธิภาพของการรักษาความปลอดภัยให้ดีขึ้น และ สำหรับการใช้กล้องวงจรปิดนั้นถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า และ สามารถตรวจตราความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ได้ดี อีกทั้งยังสามารถบันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างละเอียด ดังนั้นกล้องวงจรปิดจึงถือเป็นวิวัฒนาการของยามรักษาการณ์ที่ดีที่สุด

วันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

'สุขุม' คาดทหารตบเท้านั่ง 'สภานิติบัญญัติ-สภาปฏิรูป' เกินครึ่ง



"สุขุม นวลสกุล" คาดสภานิติบัญญัติ-สภาปฏิรูป มีทหารเกินครึ่ง ด้าน "วินธัย" ปัดข่าวลือทหารนั่ง 80 คน ชี้ต้องรอธรรมนูญชั่วคราวประกาศใช้ก่อน...


EyWwB5WU57MYnKOuFZlKJ9yZ7u4CwSpRORnqWuiigWFPP1uRd9ACy6

วันที่ 14 ก.ค. นายคมสัน โพธิ์คง อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวถึงกระแสการคัดเลือกสภานิติบัญญัติ (สนช.) และสภาปฏิรูปสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ว่า เชื่อว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะไม่แต่งตั้งสัดส่วนของทหารเข้ามาทำหน้าที่ในสภา สนช. เกินครึ่งหนึ่งของจำนวน 200 คน ตามที่มีกระแสข่าว เนื่องจากต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ กล้องวงจรปิดในขณะที่ทราบว่าเป็นที่จับตาของสื่อมวลชน แต่อาจมีความเป็นไปได้ที่จะมีสัดส่วนของทหารประมาณ 70-80 คน เพื่อให้อาจสั่งการด้านนโยบายได้ เพราะมีการถอดบทเรียนจากที่ผ่านมา ในอำนาจสมัยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ปี 2549 ที่ไม่สามารถควบคุมอำนาจใน สนช.ได้ แต่ในการพิจารณาเรื่องต่างๆ จะรับฟังความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญอยู่แล้ว

นายคมสัน กล่าวต่อว่า ที่มาของ สนช. ควรเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายเป็นพิเศษ เพราะต้องเข้ามาพิจารณากลั่นกรองกฎหมายเป็นหลัก ขณะเดียวกัน ต้องมีนักเทคนิคด้านต่างๆ เช่น วิศวกร จัดสรรสิ่งแวดล้อม แรงงาน เกษตร และภาคธุรกิจ ให้มีความเหมาะสม ส่วนกระแสข่าวที่จะให้อดีตสมาชิกวุฒิสภาที่มีความเป็นกลาง เข้ามาทำหน้าที่ใน สนช. นายคมสันต์ มองว่า เป็นเรื่องดี เพราะมีหลายคนที่มีความเหมาะสม

ทางด้าน นายสุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวถึงที่มาของ สนช. และ สปช. ว่า ขณะนี้น่าจะชัดเจนแล้วว่า คสช.เป็นผู้คัดเลือกสมาชิกสภานิติบัญญัติเอง มีจำนวนสองร้อยคน และไม่ห้ามข้าราชการประจำเป็น โดยน่าจะคัดเลือกบุคคลที่ คสช.ไว้วางใจ อาจเป็นทหารเกินครึ่ง เพราะจุดประสงค์ให้มาสนับสนุน คสช.เต็มที่ แต่อาจมีคนนอกเป็นไม้ประดับมาบ้าง แต่ที่มาของสภาปฏิรูปการเมือง จะคัดเลือกจากส่วนต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มวิชาชีพ 11 กลุ่ม ที่สำคัญให้เสนอมาจังหวัดละ 5 คน และเลือกให้เหลือ 76 คน ซึ่ง คสช.ก็เป็นผู้คัดเลือกเองอีก โดยการตั้งกฎเกณฑ์ให้มีการเสนอจาก 11 กลุ่ม เพื่อทำให้ดูมีหลากกลาย ท้ายสุดเสนอมากกว่าจำนวนจริง แต่ให้เหลือแค่ 250 คน ซึ่งในท้ายสุดก็ดูว่าจะเอาใคร เป็นคนเลือกสุดท้าย

นายสุขุม กล่าวต่อว่า คสช.พยายามวางกรอบให้เหมือนมีการเสนอจากทุกๆ ฝ่าย แต่เสนอเข้ามาเพื่อดูว่า คนไหนสมควรไว้วางใจให้เป็น คนที่ได้เป็น เพราะ คมช.เห็นว่าสนองนโยบาย คสช.ได้ เหมือนกับที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. พูดไว้ ถ้าไม่เด็ดขาด ก็แก้ปัญหาไม่ได้ จุดประสงค์นี้ทำให้เข้าใจว่า คสช.ทำไมต้องอย่างนั้น ไม่ใช่มาตั้งคนคอยคัดค้าน หรือถ่วงดุล อาจไม่ถึงขั้นสภารีโมต ซึ่ง  คสช. มั่นใจว่า ทั้ง สนช.และ สปช.ไม่มาสร้างปัญหาและสนับสนุน คสช. รับผิดชอบแก้ปัญหาบ้านเมืองในเวลาจำกัด ทำให้ทุกอย่างนิ่ง จนมีรัฐธรรมนูญประกาศปลายปี 2558 เรียบร้อย

ขณะที่ พ.อ.วินธัย สุวารี ทีมโฆษก คสช. เปิดเผยถึงเรื่องมีนายทหารกว่า 80 คน จะมาดำรงตำแหน่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่า เป็นเพียงข่าวลือ เพราะขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นตอนการสรรหาบุคคลที่มาดำรงตำแหน่ง สนช. ต้องรอให้มีการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองชั่วคราวเสียก่อน

ส่วน ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสัดส่วนข้าราชการในสภาปฏิรูปว่า ส่วนตัวไม่ได้เกี่ยวข้อง ต้องรอผู้บังคับบัญชาเป็นผู้คัดเลือก.

อ้างอิงจาก:thairath.co.th


Source: 'สุขุม' คาดทหารตบเท้านั่ง 'สภานิติบัญญัติ-สภาปฏิรูป' เกินครึ่ง

หนุ่มคลั่งอาละวาด ทำลายห้องขัง สน.คลองตัน ด่าตำรวจ

news03-1

วันที่ 14 กรกฎาคม ร.ต.ท.จุฑาพงศ์ ชาญดิลกโชติ พนักงานสอบสวน สน.คลองตัน ได้รับแจ้งจากห้องวิทยุสน.คลองตัน ว่ามีชายเมาสุราอาละวาดคลุ้มคลั่ง ภายในรอยัลคอนโดมีเนี ยม ซอยพัฒนาการ 30 แขวงและเขตสวนหลวง จึงนำกำลังไปตรวจสอบพร้อม ร.ต.ท.สุพิณส์ สุขตะโก รองสว.ป.สน.คลองตัน ร.ต.ท.สถาพร โสตถิยิ้ม รองสวป.สน.คลองตัน ร.ต.ต.จงกล สุวรรณจันทร์กล้องcctv รองสว.ป.สน.คลองตัน

ที่เกิดเหตุเป็นอาคารสูง 23 ชั้น ประกอบกิจการเป็นห้องพักและสำนักงานให้เช่าบริเวณด้านหน้าพบรถยนต์ ยี่ห้อเบนซ์ รุ่นเอสแอลเค สีขาว ทะเบียนป้ายแดง ย5381 กทม. โดยมี นายฮาซัน บีลัน อายุ 24 ปี ชาว จ.ยะลา สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีดำ กางเกงขายาวสีน้ำตาล สภาพมึนเมาพูดจาวกวน อยู่ภายในรถพร้อมกับ น.ส.ดีฟูซา ซานดาโรว่า (Dilfuza Shandjalilova) อายุ 24 ปี ชาวอุซเบกิสสถาน พนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง

น.ส.ดีฟูซา อยู่ในสภาพหวาดกลัวทันทีที่พบเห็นเจ้าหน้าที่ก็ได้เล่าว่าถูก นายฮาซัน ทำร้ายร่างกายและข่มขู่ เจ้าหน้าที่จึงนำตัว นายฮาซัน ไปสงบสติอารมณ์ที่โรงพัก ทันทีที่เจ้าหน้าที่นำตัวมาถึงที่ สน.คลองตัน ก็มีอาการคลุ้มคลั่งอย่างเห็นได้ชัด รวมทั้งด่าทอเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยคำพูดหยาบคาย อาทิ "มึงรู้ไหมกูลูกใคร?" เจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวไปสงบสติอารมณ์ที่ห้องคุมขัง

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบภายในรถพบขวดเหล้า 1 ขวด วางอยู่บริเวณใต้ที่นั่งด้านซ้ายและบริเวณที่นั่งฝั่งคนขับพบบุหรี่ 1 ซอง รวมทั้งกระโปรงหลังรถ เจ้าหน้าที่พบอาวุธปืนยาวบีบีกันซุกซ้อนอยู่ท้ายรถ เจ้าหน้าที่จึงได้ยึดไว้เป็นหลักฐาน

อย่างไรก็ตามจากการสอบสวน น.ส.ดีฟูซา เล่าว่า ได้รู้จัก นายฮาซันและเคยคบหาดูใจกันมา ระหว่างที่คบกันนั้น นายฮาซันได้ทำร้ายร่างกายมาโดยตลอด จึงได้บอกเลิกรากันไป แต่นายฮาซันไม่ยอมตามงอนง้อเรื่อยมา จนกระทั่งช่วงเช้าที่ผ่านมาขณะที่ตนเดินทางมาที่คอนโดดังกล่าวเป็นที่ทำงาน นายฮาซันได้มาดักรอตนพร้อมกับฉุดกระฉากตน พร้อมขอเจรจาให้กลับมาคบกัน แต่ตนไม่ยอมจึงได้ขู่ทำร้ายตน ซึ่งขณะนั้นมีผู้เห็นเหตุการณ์เป็นจำนวนมากจึงได้แจ้งตำรวจมาควบคุมตัวไป

ต่อมาได้มี นายวิสุทธิ์ ลิ้มวัฒนา อายุ 54 ปี เจ้าของบริษัทดิจิตอล นิวเวิล์ด จำกัด ได้เดินทางมาที่ สน.คลองตัน พร้อมกับแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ว่าถูกรถของ นายฮาซัน ชนท้ายรถของตน เป็นรถยนต์ยี่ห้อ ฮอนด้า รุ่นแฮคคอร์ด สีฟ้า หมายเลขทะเบียน พห 8604 กทม. ได้รับความเสียหายที่บริเวณท้ายรถ

นายวิสุทธิ์ เล่าว่า เมื่อช่วง 09.00 น. วันที่ 14 กรกฎาคม ขณะที่ตนขับรถออกมาเพื่อจะไปธุระ จนกระทั่งรถของตนมาถึงช่วงระหว่างซอยพัฒนาการ 32 รถคันดังกล่าวก็ได้พุ่งชนตนอย่างจัง หลังเกิดเหตุนายฮาซันก็ได้ลงมาเจรจาขอยอมความโดยเสนอเงินให้จำนวน 5,000 บาท แต่ตนไม่เอาเพราะจะเรียกประกัน นายฮาซันจึงได้รีบขึ้นรถและขับรถหลบหนีไปจึงได้เดินทางมาแจ้งความที่ สน.คลองตัน

ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่าขณะที่ น.ส.ดีฟูซา กำลังลงบันทึกประจำวันอยู่นั้น นายฮาซันได้อาละวาดส่งเสียงดัง ทุบตีทำร้ายร่างกายตนเอง โดยการเอาหัวโขกกับรั้วเหล็กและกำแพง พร้อมกับทำลายข้าวของที่อยู่ในห้องขัง อาทิ ทุบโถส้วม ปีนป่ายลูกกรงเพื่อดึงกล้องวงจรปิดและทำลายทิ้ง เจ้าหน้าที่จึงได้เจรจาเพื่อขอให้สงบสติอารมณ์ แต่นายฮาซันไม่ยอมได้ขว้างปาสิ่งก้อนอิฐใส่และด่าทอเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย ถ้อยคำหยาบคาย

พร้อมกล่าวว่าหากใครสามารถเดินเรื่องให้ออกจากห้องขังได้จะให้เงิน 100,000 บาท ผู้สื่อข่าวได้บอกให้นายฮาซันสงบสติอารมณ์กับถูกนายฮาซันต่อว่าอย่างรุนแรง พร้อมกับขว้างปาสิ่งของ จนเวลาผ่านไปนานกว่า 3 ชั่วโมง สถานการณ์เริ่มตึงเครียด เจ้าหน้าที่จึงได้นำกำลังเข้าไปในห้องควบคุมขังพร้อมกับใส่กุญแจมือและแยก ขังไว้

จากการตรวจสอบประวัติพบว่า นายฮาซัน เป็นบุคคลไม่มีสถานภาพทางทะเบียน ซึ่งหลังจากนี้จะประสานไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง รวมทั้งจะตรวจหาสารเสพติดเพิ่มเติม เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาเมาสุราอาละวาดก่อความเดือดร้อนรำคาญ , ชนแล้วหนี, ดูหมิ่นเจ้าพนักงานในขณะปฏิบัติหน้าที่, ทำให้เสียทรัพย์, พกพาสิ่งเทียงอาวุธปืน ก่อนดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

แหล่งข่าว:sanook.com

Source: หนุ่มคลั่งอาละวาด ทำลายห้องขัง สน.คลองตัน ด่าตำรวจ

วันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เซาท์ไชน่า มอร์นิ่งโพสต์- อัยการสั่งสอบผู้อำนวยการช่องข่าวการเงินและควบดูแลฝ่ายการตลาดของสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศจีน (CCTV) ข้อหารับสินบน

ผู้บริหารอาวุโสของสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศ จีน ที่ดูแลค่าโฆษณา มูลค่าหลายพันล้านหยวน ถูกอัยการกักตัวเพื่อสอบสวนเหตุต้องสงสัยในการทุจริต


557000006365201นายกัว เจิ้นสี วัย 49 ปี ผู้อำนวยการช่องข่าวการเงินของCCTV และนายเถียน ลี่อู่ โปรดิวเซอร์รายการฯ ต้องสงสัยว่ารับสินบน ทั้งสองจึงถูกควบคุมตัว “เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา” สำนักอัยการประชาชนสูงสุด แถลงเมื่อคืนวาน (1 มิ.ย.)
ก่อนหน้านี้ ไฉซิน สื่อผู้ทรงอิทธิพลของแผ่นดินใหญ่ อ้างแหล่งข่าวไม่เปิดเผย ระบุว่า นายกัวถูกอัยการจากมณฑลจี้หลิน ควบคุมตัวไปแล้ว อย่างไรก็ตามทางซีซีทีวี ก็ไม่ออกมาแสดงความเห็นแต่อย่างใด
ไฉซิน ระบุว่า หลังจากที่ นายหลี่ ตงเซิง อดีตรองรัฐมนตรีกระทรวงพิทักษ์สันติราษฎร์ คนใกล้ชิดของอดีต “ซาร์” ความมั่นคงจีน นายโจว หย่งคัง ร่วงจากอำนาจเมื่อเดือนธ.ค. 2556 ก็มีข่าวว่า นายกัวผู้นี้เองที่คอยให้ความช่วยเหลือเจ้าหน้าที่รัฐในการสอบสวนนายหลี่
นายกัว เริ่มเข้าวงการผู้ประกาศข่าวการเงินในปี 2535 และขึ้นเป็นรองผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดในปี 2541 ไฉซินรายงาน
ระหว่างปี 2548-2552 นายกัวควบสองตำแหน่งทั้งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของcctv และ ผู้อำนวยการช่องข่าวการเงิน ซีซีทีวี2 ทว่า ในปี 2552 เขาก็ยุติบทบาทในฝ่ายการตลาด
ไชน่า เดลี รายงานว่า มูลค่าการประมูลการโฆษณาในซีซีทีวี เพิ่มขึ้นจาก 2,600 ล้านหยวน (ประมาณ 13,000 ล้านบาท) ในปี 2545 เป็น 15,900 ล้านหยวน หรือ ราวๆ 79,500 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมา (2556)
ในฐานะผู้อำนวยการช่องข่าวการเงิน นายกัว รับดูแลรายการชื่อดังในแวดวงธุรกิจของแดนมังกร 2 รายการ คือ คนดังในแวดวงธุรกิจ และ รายการสิทธิผู้บริโภค
รายการบคนดังในแวดวงธุรกิจ ตีแผ่ชีวิตของผู้นำทางธุรกิจจำนวนมาก ส่วนรายการสิทธิผู้บริโภค หรือ 315 กาล่า ที่เริ่มออกอากาศตรงกับวันสิทธิผู้บริโภคโลก 15 มี.ค. ก็ส่งสายข่าวเข้าไปตรวจสอบการทำธุรกิจลับ
“จากตำแหน่งใหญ่โต ในองค์กรที่มีอำนาจมาก เป็นสถานีโทรทัศน์ของรัฐที่มีอำนาจผูกขาด คุณจะเห็นเลยว่า คนจำนวนมากต่อคิวเข้าแถวให้สินบนเขา” นายเติ้ง อี้ว์เหวิน อดีตรองบรรณาธิการ สตัดดี้ ไทมส์ กล่าว
ในขณะที่ นายจัง จี้อัน อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัย ซุน ยัต เซน ให้ความเห็นว่า ถือว่าเป็นเรื่องที่เลินเล่ออย่างมาก ที่ปล่อยให้หัวหน้าบรรณาธิการ และ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดขององค์ใหญ่ระดับซีซีทีวี เป็นคนๆ เดียวกัน
“ฝ่ายจัดทำเนื้อหาควรแยกขาดจากผู้ที่ดูแลผลประโยชน์ทางการค้า” นายจังกล่าวทิ้งท้าย
อนึ่ง เหตุการณ์ดังกล่าว ถือเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุด ของนโยบายปราบปรามการทุจริตของจีน นับตั้งแต่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เข้าดำรงตำแหน่งในเดือน พ.ย. 2555 เป็นต้นมา


อ้างอิงจาก:manager.co.th

Source: เซาท์ไชน่า มอร์นิ่งโพสต์- อัยการสั่งสอบผู้อำนวยการช่องข่าวการเงินและควบดูแลฝ่ายการตลาดของสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศจีน (CCTV) ข้อหารับสินบน

ปล้นทอง4ล. โต๊ะกังในห้าง ชิง180บ. ตร.นนท์ เร่งล่าตัว

โจร บุกเดี่ยวปล้นทอง"โต๊ะกัง"หนัก 182 บาทเกือบ 4 ล้านบาทกลางห้างเดอะมอลล์ งามวงศ์วาน รปภ.วิ่งไล่ตามจับแต่หนีรอดไปได้หวุดหวิด ตร.นนทบุรีเช็กบริษัทกล้องวงจรปิดจับภาพคนร้ายชาย สูง 170 ซ.ม. สวมเสื้อแจ๊กเกตดำ ใส่หมวกแก๊ปพรางใบหน้า ทำทีเดินเข็นรถช็อปปิ้งดูลาดเลาฉวยโอกาสขณะ รปภ.เดินไปที่อื่น ชักปืนบุกปล้นใช้เวลาเพียง 40 วินาที กวาดทองหนีลอยนวล 


เมื่อ เวลา 17.45 น. วันที่ 11 ก.ค. ร.ต.ท.เสถียร เสนผาบ ร้อยเวรสอบสวน สภ.เมืองนนทบุรี ได้รับแจ้งมีเหตุคนร้ายบุกเดี่ยวปล้นทอง ภายในห้างขายทอง "โต๊ะกัง งามวงศ์วาน" ชั้นจี เลขที่ 30/39-50 ตั้งอยู่ภายในห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ สาขางามวงศ์วาน จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบแล้วรุดไปตรวจสอบในที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พ.ต.อ.ธวัชชัย นาคฤทธิ์ รอง ผบก.ภ.จว.นนทบุรี พ.ต.อ.กิตติ สุขสมภักดิ์ ผกก.สส.ภ.จว.นนทบุรี พ.ต.ท.ปัณณพัฒน์ เดชโชติพิสิฐ รอง ผกก.สส. พ.ต.ท.สมชาย ขำสัจจา รอง ผกก.สส.ภ.จว.นนทบุรี พ.ต.ท.นักรบ ชอบทำทาน สว.สส.สภ.เมืองนนทบุรี และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน

view_resizing_images.phpที่ เกิดเหตุเจ้าหน้าที่พบพนักงานขายสาวหน้าเคาน์เตอร์ยืนหน้าตาตื่น น.ส.สิรินยา ศิริ อายุ 16 ปี เล่าเหตุการณ์ระทึกให้เจ้าหน้าที่ตำรวจฟังว่า ก่อนเกิดเหตุตนพร้อมพนักงานกำลังยืนรับลูกค้าอยู่ ได้มีคนร้ายเป็นชายสูงประมาณ 170 ซ.ม. ใส่เสื้อแจ๊กเกตดำ ใส่หมวกแก๊ป เดินตรงเข้ามาหาตนพร้อมเปิดเสื้อโชว์อาวุธปืนข่มขู่แล้วสั่งให้อยู่เฉยถ้า ไม่อยากตาย แล้วชักปืนออกจ่อพนักงานอีกคนให้หยิบทองใส่ถุงผ้าลายที่เตรียมมา แต่ไม่มีใครกล้าหยิบ คนร้ายจึงกระโดดข้ามเคาน์เตอร์เข้ามา กวาดสร้อยคอทองคำหนัก 4 บาท 19 เส้น หนัก 2 บาท 53 เส้น รวมน้ำหนักทอง 182 บาท มูลค่ากว่า 4 ล้านบาท ใส่ถุงก่อนจะวิ่งหลบหนีโดยมี รปภ.ของห้างวิ่งไล่ตามคนร้ายไป

ด้าน นายวัชชิระ ทาสาด เจ้าหน้าที่ รปภ. ให้การว่า ขณะที่ตนตรวจดูความเรียบร้อยห่างจากร้านทองโต๊ะกังที่เกิดเหตุประมาณ 100 เมตร ได้ยินเสียงคนร้องและวิ่งแตกตื่นออกมาจากร้านทอง ตนจึงรีบวิ่งไปดูก็พบคนร้ายวิ่งสวนออกมาจากร้านทองดังกล่าว แล้วคนร้ายวิ่งออกไปที่ห้างโฮมโปรซึ่งอยู่ติดกันก่อนที่คนร้ายจะขึ้นรถ จยย.ไม่ทราบสี ยี่ห้อ หลบหนีไปได้อย่างหวุดหวิด 

ต่อ มาเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจดูกล้องวงจรปิดพบว่าคนร้ายทำทีเข็นรถเข็นเดินอยู่ หน้าร้านโดยอาศัยช่วงที่ รปภ.ของห้างเดินตรวจตราไปที่ร้านอื่นก่อน จากนั้นตรงเข้ามาก่อเหตุปล้นทองทันทีโดยใช้เวลาลงมือเพียง 40 วินาที ภาพวงจรปิดสามารถจับภาพคนร้ายได้อย่างชัดเจน ซึ่งเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้เร่งออกตรวจดูกล้องวงจรปิดตามจุดอื่นๆ ของห้างที่สามารถจับภาพคนร้ายได้อย่างชัดเจน และที่ห้างโฮมโปร เพื่อใช้เป็นเบาะแสตามล่าคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


อ้างอิงจาก:khaosod.co.th

Source: ปล้นทอง4ล. โต๊ะกังในห้าง ชิง180บ. ตร.นนท์ เร่งล่าตัว